พระคัมภีร์      สิ่งช่วยศึกษา  | ค้นหา  | ทางเลือก  | มีเครื่องหมาย  | ช่วยเหลือ  | ภาษาไทย 
พิมพ์   < ก่อน  ถัดไป >
หนังสือ​ของ​โม​ไซยาห์
บท​ที่ ๒๗
โม​ไซ​ยาห์ห้าม​การ​ข่มเหง​และ​ให้​ผู้คน​เสมอภาค​กัน—แอ​ลมาผู้บุตร​และ​บุตร​ทั้ง​สี่​ของ​โม​ไซ​ยาห์หมายมั่น​จะ​ทำลาย​ศาสนจักร—เทพ​มา​ปรากฏ​และ​สั่ง​พวก​เขา​ให้​หยุด​การก​ระ​ทำ​ชั่ว—แอ​ลมาถูก​ทำให้​เป็น​ใบ้—มนุษยชาติ​ทั้งปวง​ต้อง​เกิด​ใหม่​เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ความ​รอด—แอ​ลมาและ​พวก​บุตร​ของ​โม​ไซ​ยาห์ประกาศ​ข่าว​อัน​น่า​ยินดี. ประมาณ ๑๐๐–๙๒ ปี​ก่อน​ค​ริ​สต​กาล.
  ๑ และ​บัดนี้​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​คือ​การ​ข่มเหง​โดย​บรรดา​ผู้​ไม่​เชื่อ​ที่​กระทำ​ต่อ​ศาสนจักร​นั้น​เพิ่ม​ขึ้น​มากมาย​จน​ศาสนจักร​เริ่ม​พร่ำ​บ่น, และ​ร้องเรียน​ผู้​นำ​ของ​ตน​เกี่ยว​กับ​เรื่อง​นี้; และ​พวก​เขา​ร้องเรียน​แอลมา. และ​แอ​ลมาบอก​เรื่อง​นี้​แก่​กษัตริย์, โม​ไซ​ยาห์ของ​พวก​เขา. และ​โม​ไซ​ยาห์ปรึกษา​กับ​ปุโรหิต​ของ​ท่าน.
  ๒ และ​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​คือ​กษัตริย์​โม​ไซ​ยาห์ส่ง​ถ้อยแถลง​ไป​ทั่ว​แผ่นดิน​โดย​รอบ​เพื่อ​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​จะ​ไม่ข่มเหง​สมาชิก​ศาสนจักร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า.
  ๓ และ​มี​คำสั่ง​เข้มงวด​ไป​ทั่ว​ศาสนจักร​ทุกแห่ง​ว่า​จะ​ไม่​มี​การ​ข่มเหง​กัน​ใน​บรรดา​พวก​เขา, ว่า​จะ​มีค​วามเสมอภาค​ใน​บรรดา​คน​ทั้งปวง;
  ๔ ว่า​พวก​เขา​จะ​ไม่​ทำให้​ความ​จองหอง​หรือ​ความ​เย่อหยิ่ง​รบกวน​ความ​สงบสุข​ของ​พวก​เขา; ว่า​ทุก​คน​จะนับถือ​เพื่อนบ้าน​เหมือน​นับถือ​ตน​เอง, ทำ​งาน​หา​เลี้ยง​ชีพ​ด้วย​มือ​ตน​เอง.
  ๕ แท้จริง​แล้ว, และ​ปุโรหิต​และ​ผู้​สอน​ของ​พวก​เขา​ทุก​คน​จะ​ทำงาน​หา​เลี้ยง​ชีพ​ด้วย​มือ​ตน​เอง, ใน​ทุก​กรณี​นอกจาก​ใน​ยาม​เจ็บป่วย, หรือ​อัตคัด​ขัดสน; และ​โดย​การ​ทำ​สิ่ง​เหล่า​นี้, พระคุณ​อัน​ท่วมท้น​แห่ง​พระผู้เป็นเจ้า​สถิต​อยู่​กับ​ผู้คน.
  ๖ และ​เริ่ม​มีค​วาม​สงบ​สุข​อย่าง​มาก​ใน​แผ่นดิน​อีก; และ​ผู้คน​เริ่ม​มี​จำนวน​มาก​ยิ่ง, และ​เริ่ม​กระจัดกระจาย​อยู่​ทั่วไป​บน​พื้น​พิภพ, แท้จริง​แล้ว, ทาง​เหนือ​และ​ทาง​ใต้, ทาง​ตะวันออก​และ​ทาง​ตะวันตก, โดย​สร้าง​เมือง​ใหญ่ ๆ และ​หมู่​บ้าน​ขึ้น​ทั่ว​ทุก​เสี้ยว​ของ​แผ่นดิน.
  ๗ และ​พระเจ้า​เสด็จ​เยือน​พวก​เขา​และ​ทรง​ทำให้​พวก​เขา​รุ่งเรือง, และ​พวก​เขา​กลาย​เป็น​ผู้คน​จำนวน​มาก​และ​ร่ำรวย.
  ๘ บัดนี้​พวก​บุตร​ของ​โม​ไซ​ยาห์นับ​อยู่​ใน​บรรดา​ผู้​ไม่​เชื่อ; และบุตร​คน​หนึ่ง​ของ​แอ​ลมาก็นับ​อยู่​ใน​บรรดา​พวก​นั้น​ด้วย, ท่าน​มีชื่อ​ว่า​แอลมา, ตาม​บิดา​ท่าน; กระนั้น​ก็ตาม, ท่าน​ยัง​กลาย​เป็น​คน​ชั่ว​มาก​และ​นับถือ​รูปเคารพ. และ​ท่าน​เป็น​คน​พูด​เก่ง, และ​ได้​พูด​ป้อยอ​ผู้คน​มาก; ฉะนั้น​ท่าน​จึง​นำ​ผู้คน​ไป​เป็นอันมาก​ให้​ทำ​ตาม​วิธีการ​ชั่วช้า​สามานย์​ของ​ท่าน.
  ๙ และ​ท่าน​กลาย​เป็น​อุปสรรค​ใหญ่​หลวง​ต่อ​ความ​รุ่งเรือง​ของ​ศาสนจักร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า; โดยลัก​เอาใจ​ของ​ผู้คน​ไป; ทำให้​เกิด​การ​แตกแยก​มาก​ใน​บรรดา​ผู้คน; ให้​โอกาส​แก่​ศัตรู​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​ที่​จะ​ใช้​อำนาจ​เหนือ​พวก​เขา.
  ๑๐ และ​บัดนี้​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​คือ​ขณะ​ที่​ท่าน​กำลัง​เที่ยว​ไป​ทำลาย​ศาสนจักร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า, เพราะ​ท่าน​เที่ยว​ไป​กับ​บุตร​ของ​โม​ไซ​ยาห์อย่าง​ลับ ๆ เพื่อ​หา​ทาง​ทำลาย​ศาสนจักร, และ​เพื่อ​นำ​ผู้คน​ของ​พระเจ้า​ให้​หลง​ผิด, ทำ​ตรงกันข้าม​กับ​พระ​บัญญัติ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า, หรือ​แม้​ของ​กษัตริย์—
  ๑๑ และ​ดัง​ที่​ข้าพเจ้า​กล่าว​แก่​ท่าน​แล้ว, ขณะ​ที่​พวก​เขา​กำลัง​เที่ยว​ไปกบฏ​ต่อ​พระผู้เป็นเจ้า, ดูเถิด, เทพ​ของ​พระเจ้า​มาปรากฏ​แก่​พวก​เขา; และ​ท่าน​ลง​มา​ประหนึ่ง​อยู่​ใน​เมฆ; และ​ท่าน​พูด​ประหนึ่ง​ด้วย​เสียง​ของ​ฟ้าร้อง, ซึ่ง​ทำให้​แผ่นดิน​โลก​ที่​พวก​เขา​ยืน​อยู่​สั่น​สะเทือน;
  ๑๒ และ​ความ​ฉงน​ของ​พวก​เขา​ใหญ่​หลวง​นัก, จน​พวก​เขา​ล้ม​ลง​กับ​พื้น​ดิน, และ​หา​เข้าใจ​ถ้อยคำ​ซึ่ง​ท่าน​พูด​กับ​พวก​เขา​ไม่.
  ๑๓ กระนั้น​ก็ตาม​ท่าน​ยัง​ร้อง​บอก​อีก, มีค​วาม​ว่า: แอลมา, จง​ลุก​ขึ้น​และ​ออก​มา​ยืน, เพราะ​เหตุ​ใด​เจ้า​จึง​ข่มเหง​ศาสนจักร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า ? เพราะ​พระเจ้า​ตรัส: นี่​คือ​ศาสนจักร​ของเรา, และ​เรา​จะ​สถาปนา​ไว้; และ​จะ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ล้ม​มัน​ได้, นอกจาก​การ​ล่วง​ละเมิด​ของ​ผู้คน​ของ​เรา.
  ๑๔ และ​อนึ่ง, เทพ​กล่าว​ว่า: ดูเถิด, พระเจ้า​ทรง​ได้ยิน​คำ​สวดอ้อนวอน​จาก​ผู้คน​ของ​พระองค์, และ​คำ​สวด​อ้อนวอน​จาก​แอลมา, ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระองค์​ด้วย, ผู้​เป็น​บิดา​เจ้า; เพราะ​ท่าน​สวด​อ้อนวอน​ด้วย​ศรัทธา​มาก​เกี่ยว​กับ​เจ้า​เพื่อ​พระองค์​จะ​ทรง​นำ​เจ้า​มา​สู่​ความ​รู้​เรื่อง​ความ​จริง; ฉะนั้น, เพื่อ​จุด​ประสงค์​นี้​ข้าพเจ้า​จึง​มา​ทำให้​เจ้า​เชื่อ​มั่น​ถึง​เด​ชานุ​ภาพ​และ​อำนาจ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า, เพื่อ​คำ​สวดอ้อนวอน​จาก​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระองค์​จะ​ได้​รับ​ตอบ​ตาม​ศรัทธา​ของ​พวก​เขา.
  ๑๕ และ​บัดนี้​ดูเถิด, เจ้า​จะ​สงสัย​เด​ชานุ​ภาพ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​ได้​หรือ ? เพราะ​ดูเถิด, เสียง​ข้าพเจ้า​ไม่​เขย่า​แผ่นดิน​โลก​หรือ ? และ​เจ้า​ไม่​เห็น​ข้าพเจ้า​อยู่​ต่อหน้า​เจ้า​ได้​ด้วย​หรือ ? และ​พระผู้เป็นเจ้า​ทรง​ส่ง​ข้าพเจ้า​มา.
  ๑๖ บัดนี้​ข้าพเจ้า​กล่าว​แก่​เจ้า: จง​ไป​เถิด, และ​จง​ระลึก​ถึง​การ​เป็น​เชลย​ของ​บรรพบุรุษ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​แห่งฮีลัม, และ​ใน​แผ่นดิน​แห่งนีไฟ; และ​นึกถึง​สิ่ง​สำคัญ​ยิ่ง​เพียง​ใด​ที่​พระองค์​ทรง​กระทำ​เพื่อ​คน​เหล่า​นั้น; เพราะ​พวก​เขา​อยู่​ใน​ความ​เป็น​ทาส, และ​พระองค์​ทรงปลดปล่อย​พวก​เขา. และ​บัดนี้​ข้าพเจ้า​กล่าว​แก่​เจ้า, แอลมา, จง​ไป​ตาม​ทาง​ของ​เจ้า​เถิด, และ​อย่า​พยายาม​ทำลาย​ศาสนจักร​อีก​ต่อ​ไป, เพื่อ​คำ​สวด​อ้อนวอน​ของ​คน​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รับ​ตอบ, และ​จง​ทำ​เช่น​นี้​แม้​ว่า​เจ้า​ต้องการ​ให้​ตน​เอง​ถูก​ตัด​ออก​ก็ตาม.
  ๑๗ และ​บัดนี้​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​คือ​นี่​เป็น​ถ้อยคำ​สุดท้าย​ที่​เทพ​พูด​กับ​แอลมา, และ​ท่าน​ก็​จาก​ไป.
  ๑๘ และ​บัดนี้​แอ​ลมาและ​คน​ที่​อยู่​กับ​ท่าน​ล้ม​ลง​กับ​พื้น​ดิน, เพราะ​ความ​ฉงน​ของ​พวก​เขา​ใหญ่​หลวง; เพราะ​ด้วย​ดวงตา​ของ​ตน​เอง​พวก​เขา​ได้​เห็น​เทพ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า; และ​เสียง​ของ​ท่าน​เหมือน​ดัง​ฟ้าร้อง, ซึ่ง​ทำให้​แผ่นดิน​โลก​สั่น​สะเทือน; และ​พวก​เขา​รู้​ว่า​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​นอกจาก​เด​ชานุ​ภาพ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​ที่​ทำให้​แผ่นดิน​โลก​สั่น​สะเทือน​ได้​และ​ทำให้​มัน​สั่น​ไหว​ราวกับ​ว่า​จะ​แยก​ออก​จาก​กัน.
  ๑๙ และ​บัดนี้​ความ​ฉงน​ของ​แอ​ลมานั้น​ใหญ่​หลวง​นัก​จน​ท่าน​กลาย​เป็น​ใบ้, จน​ท่าน​อ้า​ปาก​ไม่​ได้; แท้จริง​แล้ว, และ​ท่าน​อ่อนเพลีย, แม้​จน​ขยับ​มือ​ของ​ท่าน​ไม่​ได้; ฉะนั้น​คน​ที่​อยู่​กับ​ท่าน​จึง​พา​ท่าน​ไป, และ​หาม​ไป​อย่าง​ช่วย​ตน​เอง​ไม่​ได้, แม้​จน​วางท่า​น​ลง​ต่อหน้า​บิดา​ท่าน.
  ๒๐ และ​คน​เหล่า​นั้น​เล่า​เรื่อง​ทั้งหมด​ที่​ได้​เกิด​กับ​ตน​ให้​บิดา​ท่าน​ฟัง; และ​บิดา​ท่าน​ชื่นชมยินดี, เพราะ​ท่าน​รู้​ว่า​นั่น​คือ​เด​ชานุ​ภาพ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า.
  ๒๑ และ​ท่าน​ให้​ฝูง​ชน​มา​รวม​กัน​เพื่อ​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​กับ​บุตร​ท่าน, และ​กับ​คน​ที่​อยู่​กับ​ท่าน​ด้วย.
  ๒๒ และ​ท่าน​ให้​ปุโรหิต​มา​ชุมนุม​กัน; และ​คน​เหล่า​นี้​เริ่ม​อด​อาหาร, และ​สวด​อ้อนวอน​ขอ​พระเจ้า​พระผู้เป็นเจ้า​ของ​พวก​เขา​เพื่อ​พระองค์​จะ​ทรง​เปิด​ปากขอ​ง​แอลมา, เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​พูด, และ​แขน​ขา​ของ​ท่าน​จะ​ได้​รับ​กำลัง​ของ​มัน​ด้วย—เพื่อ​ดวงตา​ของ​ผู้คน​จะ​ได้​เปิด​เพื่อ​มอง​เห็น​และ​รู้​ถึง​พระ​คุณ​ความ​ดี​และ​รัศมี​ภาพ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า.
  ๒๓ และ​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​หลังจาก​พวก​เขา​ได้​อด​อาหาร​และ​สวด​อ้อนวอน​อย่าง​ต่อ​เนื่อง​เป็น​เวลา​สอง​วัน​กับ​สอง​คืน, แขน​ขา​ของ​แอ​ลมาจึง​มี​เรี่ยวแรง, และ​ท่าน​ยืน​ขึ้น​และ​เริ่ม​พูด​กับ​คน​เหล่า​นั้น, โดย​ขอ​ให้​พวก​เขา​สบาย​ใจ:
  ๒๔ เพราะ, ท่าน​กล่าว, ข้าพเจ้า​กลับ​ใจ​จาก​บาป​ของ​ข้าพเจ้า, และ​ได้​รับ​การไถ่​แล้ว​จาก​พระเจ้า; ดูเถิด​ข้าพเจ้า​เกิด​จาก​พระ​วิญญาณ.
  ๒๕ และ​พระเจ้า​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า: อย่า​ประหลาด​ใจ​เลย​ที่​มนุษย์​ทั้งปวง , แท้จริง​แล้ว, ชาย​และ​หญิง, ประชาชาติ, ตระกูล, ภาษา​และ​ผู้คน​ทั้งปวง, ต้อง​เกิดใหม่; แท้จริง​แล้ว, เกิด​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, เปลี่ยน​จาก​สภาพ​ทาง​เนื้อหนัง​และ​สภาพ​ที่​ตก​ของ​พวก​เขา, มา​สู่​สภาพ​แห่ง​ความชอบ​ธรรม, โดย​ได้​รับ​การ​ไถ่​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, กลาย​เป็น​บุตร​และ​ธิดา​ของ​พระองค์;
  ๒๖ และ​ดังนั้น​พวก​เขา​จึง​กลาย​เป็น​คน​ใหม่; และ​หาก​พวก​เขา​ไม่​ทำ​ดังนี้, พวก​เขา​ก็​ไม่​มีทาง​สืบ​ทอด​อาณาจักร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​เป็น​มรดก.
  ๒๗ ข้าพเจ้า​กล่าว​แก่​ท่าน, หาก​ไม่​เป็น​เช่น​นี้​แล้ว, พวก​เขา​จะ​ต้อง​ถูก​ขับ​ออก; และ​เรื่อง​นี้​ข้าพเจ้า​รู้, เพราะ​ข้าพเจ้า​เกือบ​ถูก​ขับ​ออก.
  ๒๘ กระนั้น​ก็ตาม, หลังจาก​ฟันฝ่า​ความ​ยาก​ลำบาก​มา​มาก, โดย​กลับ​ใจ​จน​แทบ​ถึง​แก่​ความ​ตาย, ใน​พระ​เมตตา​พระเจ้า​ทรง​เห็น​สมควร​ที่​จะ​ดึง​ข้าพเจ้า​ออก​จาก​การ​เผา​ไหม้​อันเป็นนิจ, และ​ข้าพเจ้า​จึง​เกิด​จาก​พระผู้เป็นเจ้า.
  ๒๙ จิต​วิญญาณ​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​การ​ไถ่​จาก​ดี​แห่ง​ความ​ขมขื่น​และ​พันธนาการ​แห่ง​ความ​ชั่วช้า​สามานย์. ข้าพเจ้า​อยู่​ใน​เหว​ลึก​อัน​มืด​ที่สุด; แต่​บัดนี้​ข้าพเจ้า​เห็น​ความ​สว่าง​อัศจรรย์​ของ​พระผู้เป็นเจ้า. จิต​วิญญาณ​ข้าพเจ้า​ถูกทรมาน​อยู่​ด้วย​ความ​ทรมานนิรันดร์; แต่​พระเจ้า​ทรง​ดึง​ข้าพเจ้า​มา, และ​จิต​วิญญาณ​ข้าพเจ้า​ไม่​เจ็บปวด​อีก​ต่อ​ไป.
  ๓๐ ข้าพเจ้า​ปฏิเสธ​พระ​ผู้​ไถ่​ของ​ข้าพเจ้า, และ​ปฏิเสธ​สิ่ง​ที่​บรรพบุรุษ​เรา​พูด​ไว้; แต่​บัดนี้​เพื่อ​พวก​เขา​จะ​เห็น​ล่วงหน้า​ว่า​พระองค์​จะ​เสด็จ​มา, และ​ว่า​พระองค์​ทรง​จำ​สรรพ​สิ่ง​มี​ชีวิต​ที่​พระองค์​ทรง​สร้าง, พระองค์​จะ​ทรง​แสดง​องค์​ให้​ประจักษ์​แก่​คน​ทั้งปวง.
  ๓๑ แท้จริง​แล้ว, ทุกเข่า​จะ​ย่อ​ลง, และ​ทุก​ลิ้น​จะ​สารภาพ​ต่อ​พระ​พักตร์​พระองค์. แท้จริง​แล้ว, แม้​ใน​วัน​สุดท้าย, เมื่อ​คน​ทั้งปวง​จะ​ยืน​รับ​การพิพากษา​จาก​พระองค์, เมื่อนั้น​พวก​เขา​จะ​สารภาพ​ว่า​พระองค์​ทรง​เป็น​พระผู้เป็นเจ้า; เมื่อนั้น​พวก​เขา​ซึ่ง​อยู่​ใน​โลก​โดยปราศจาก​พระผู้เป็นเจ้า, จะ​สารภาพ, ว่าการ​พิพากษา​โทษ​อันเป็น​นิจ​เที่ยงธรรม​สำหรับ​พวก​เขา; และ​พวก​เขา​จะ​ครั่นคร้าม, และ​ตัว​สั่น, และ​ระย่อ​ต่อ​พระ​เนตร​อัน​พินิจพิจารณา​ของ​พระองค์​ที่​ทรง​ชำเลือง​มอง.
  ๓๒ และ​บัดนี้​เหตุการณ์​ได้​บังเกิด​ขึ้น​คือ​จาก​เวลา​นี้​ไป​แอ​ลมาเริ่มสอน​ผู้คน, และ​คน​ที่​อยู่​กับ​แอ​ลมาใน​เวลา​ที่​เทพ​มา​ปรากฏ​ต่อ​พวก​เขา, เดินทาง​ไป​ตลอด​ทั่ว​แผ่นดิน, โดย​ประกาศ​แก่​คน​ทั้งปวง​ถึง​สิ่ง​ที่​พวก​เขา​ฟัง​และ​เห็น​มา, และ​สั่งสอน​พระ​วจนะ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​ใน​ความ​ยาก​ลำบาก​เหลือแสน, ถูก​ข่มเหง​อย่าง​หนัก​จาก​ผู้​ที่​ไม่​เชื่อ, ถูก​คน​เป็นอันมาก​ใน​พวก​นั้น​ทุบตี.
  ๓๓ แต่​แม้​ทั้งหมด​นี้, พวก​เขา​ได้​สร้าง​ขวัญ​กำลังใจ​แก่​ศาสนจักร​มาก, โดย​การ​ยืนยัน​ศรัทธา​ของ​พวก​เขา, และ​กระตุ้น​คน​ทั้งหลาย​ด้วย​ความ​อดกลั้น​และ​ความ​เหนื่อย​ยาก​ยิ่ง​นัก​ให้​รักษา​พระ​บัญญัติ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า.
  ๓๔ และ​สี่​คนใน​พวก​ท่าน​เป็นบุตร​ของ​โม​ไซยาห์; และ​ชื่อ​ของ​พวก​ท่าน​คือ​แอ​มัน, และ​แอ​รัน, และ​ออม​เนอร์, และ​ฮิมไน; เหล่า​นี้​เป็น​ชื่อ​ของ​บุตร​โม​ไซยาห์.
  ๓๕ และ​พวก​ท่าน​เดินทาง​ไป​ตลอด​แผ่นดิน​แห่ง​เซรา​เฮ็มลา, และ​ใน​บรรดา​ผู้คน​ทั้งปวง​ซึ่ง​อยู่​ใต้​ปกครอง​ของ​กษัตริย์​โม​ไซยาห์, ขวนขวาย​อย่าง​จริงจัง​ที่​จะ​แก้​ความ​เสียหาย​ทั้งหมด​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ทำ​ไว้​กับ​ศาสนจักร, สารภาพ​บาป​ทั้งหมด​ของ​ท่าน, และ​ประกาศ​เรื่อง​ทั้งหมด​ที่​ท่าน​เห็น​มา, และ​อธิบาย​คำ​พยากรณ์​และ​พระ​คัมภีร์​แก่​คน​ทั้งหลาย​ที่​ปรารถนา​จะ​ฟัง.
  ๓๖ และ​โดย​วิธี​นี้​พวก​ท่าน​จึง​เป็น​เครื่องมือ​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​ใน​การนำ​หลาย​คน​มา​สู่​ความ​รู้​เรื่อง​ความ​จริง, แท้จริง​แล้ว, มา​สู่​ความ​รู้​เรื่อง​พระ​ผู้​ไถ่​ของ​พวก​เขา.
  ๓๗ และ​พวก​ท่าน​เป็น​สุข​เพียง​ใด ! เพราะ​พวก​ท่านประกาศ​ความ​สงบ​สุข; พวก​ท่าน​ประกาศ​ข่าวประเสริฐ​แห่ง​ความ​ดี; และ​พวก​ท่าน​ประกาศ​ต่อ​ผู้คน​ว่า​พระเจ้า​ทรง​ปกครอง​อยู่.